กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด คือ ซิสเทอีน (cysteine), กรดกลูตามิค (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) พบได้ทุกเซลล์ในร่างกาย มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยตับในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย
จากความเชื่อมโยงดังกล่าว จึงมีการนำกลูตาไธโอนมาศึกษาและใช้ในโรคบางโรคที่เกี่ยวข้องกับระดับกลูตาไธโอนในเลือดที่ลดลง เช่น โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคตับ โรคเอดส์ เป็นต้น เพื่อเสริมการรักษาหลัก
นอกจากนี้ ยังมีการนำกลูตาไธโอนไปใช้ให้ผิวขาวขึ้น โดยอาศัยกลไกการทำงานที่มีคุณสมบัติในการไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดสี ซึ่งเป็นผลทางอ้อม ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกลูตาไธโอนโดยตรง และยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ยืนยัน
ปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างกลูตาไธโอนได้เอง จากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไป การใช้สารกลูตาไธโอนเพิ่มเติมจึงควรเป็นกรณีที่ร่างกายขาดเท่านั้น ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ซึ่งในประเทศไทยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุญาตให้มีการจำหน่ายได้ เฉพาะรูปแบบรับประทาน(กรดอะมิโน) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และครีมทาผิวหนังในรูปเครื่องสำอางเท่านั้น ส่วนรูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือด ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้มีการใช้ในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
ทั้งนี้ในแง่ของความปลอดภัย การเสริมกลูตาไธโอนในรูปแบบรับประทานสามารถทำได้ และไม่มีผลเสียอะไรหากใช้ในปริมาณที่แนะนำ แต่อาจเกิดการแพ้ผลิตภัณฑ์ได้ในบางราย โดยอาการแสดงได้แก่ ผื่นคัน ผื่นแดง ผื่นลมพิษ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เป็นต้น
ส่วนผลของการใช้สารดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลานานยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจน แต่มีรายงานการขาดธาตุสังกะสี ในผู้ที่ใช้ติดต่อกันนาน และเนื่องจากการใช้สารกลูตาไธโอนมีผลให้ร่างกายสร้างเม็ดสีลดลง จึงอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของดวงตาและผิวหนังได้
ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการหยุดใช้สารกลูตาไธโอนจะส่งผลกระทบอะไรกับร่างกาย แต่เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างกลูตาไธโอนได้เองจากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไปอยู่แล้ว การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลายตามหลักโภชนาการ จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล และสุขภาพดีได้ค่ะ
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนั้น สีผิวของคนเราในแต่ละคนแตกต่างกัน คนที่มีสีผิวเข้มจะมีแคปซูลของเม็ดสีเมลานินมาก คนที่มีผิวขาวจะมีแคปซูลของเมลานินน้อย การใช้สารเพื่อทำให้ผิวขาวจะมีผลเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น เมื่อสารหมดฤทธิ์ผิวก็จะกลับมามีสีเหมือนเดิมอีก ดังนั้นจึงขอฝากความห่วงใยไปยังวัยรุ่นไทย ขอให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ให้มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่หลงตามกระแสดังกล่าวให้เกิดผลเสียกับสุขภาพ เลือกใช้จ่ายในด้านการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะดีกว่า หากวัยรุ่นหรือประชาชนต้องการให้มีผิวพรรณดี ขอให้ดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด กินอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มการกินผักและผลไม้ที่รสไม่หวานมาก ให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม เนื่องจากในผักผลไม้จะมีวิตามินซีช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที และดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และถ้ามีความต้องการดูแลผิวให้สุขภาพดีด้วยสามารถใช้ครีมบำรุงที่ผสมสารกันแดด เพราะแสงแดดก็เป็นตัวการทำลายผิวได้
ขอบคุณข้อมูลจาก: http://blog.eduzones.com/wigi/86667

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น