วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

อาหารที่กินแล้วแฮ้ปปี้สุดๆ!!




ใครบ้างไม่เคย ""  เป็นธรรมดาที่คนเราเกิดความเครียดซึ่งความเครียดแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
1.เครียดแบบฉับพลัน เป็นรูปแบบความเครียดที่ดี เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเป็นแรงกระตุ้นให้บุคคลอยากทำงานให้ลุล่วง
2. เครียดแบบเรื้อรัง ทุกครั้งที่เกิดภาวะเครียดต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติชอลออกมาตลอด จนกระทั่งต่อมหมวกไตล้า เป็นรูปแบบความเครียดที่ควรขจัดให้ได้

เมื่อเราเครียดก็ควรที่จะหาทางออก ซึ่งวันนี้เรามีอีกหนึ่งทางเลือก ที่เราพิสูจน์แล้วว่ากินแล้วหายเครียดได้ดีจริงๆ
1. ปลาแซลมอน ปลาทูน่า สองแหล่งโปรตีนเติมพลังในมื้อเช้า



2. ข้าวกล้อง ธัญพืช มีปริมาณน้ำตาลต่ำ ดีต่อสุขภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ




3. อัลมอนด์ พิสทาชิโอ ถั่วเปลือกแข็ง(อบ) เหมาะเป็นของว่างยามสาย ช่วยปรับสมดุลให้ปริมาณพอดีไม่ส่งผลให้เกิดความเครียด




4. ผลเบอร์รี่สดฉ่ำ มีวิตามินแร่แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและมีสารต้านความเครียดอีกด้วย




5. กล้วยหอมและนมถั่วเหลือง สูตรไร้น้ำตาลมีสารเซโรโทนินที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่าย




6. ดาร์กช็อกโกแลต100%กับโกโก้ มีสารคล้ายกับเอนดอร์ฟินที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย











ขอบคุณข้อมูลจาก: http://women.sanook.com/archive/health/tipss/latest/all/


กลูตาไธโอน..ปลอดภัยรึไม๊ สำหรับร่างกายเรา???




        
    สารกลูตาไธโอนคืออะไร
       กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด คือ ซิสเทอีน (cysteine), กรดกลูตามิค (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) พบได้ทุกเซลล์ในร่างกาย มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยตับในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

          จากความเชื่อมโยงดังกล่าว จึงมีการนำกลูตาไธโอนมาศึกษาและใช้ในโรคบางโรคที่เกี่ยวข้องกับระดับกลูตาไธโอนในเลือดที่ลดลง เช่น โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคตับ โรคเอดส์ เป็นต้น เพื่อเสริมการรักษาหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการนำกลูตาไธโอนไปใช้ให้ผิวขาวขึ้น โดยอาศัยกลไกการทำงานที่มีคุณสมบัติในการไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดสี ซึ่งเป็นผลทางอ้อม ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกลูตาไธโอนโดยตรง และยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ยืนยัน

   หากใช้สารกลูตาไธโอนกับร่างกายจะส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่ และหากใช้สารตัวนี้เป็นประจำติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย 
          ปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างกลูตาไธโอนได้เอง จากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไป การใช้สารกลูตาไธโอนเพิ่มเติมจึงควรเป็นกรณีที่ร่างกายขาดเท่านั้น ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ซึ่งในประเทศไทยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุญาตให้มีการจำหน่ายได้ เฉพาะรูปแบบรับประทาน(กรดอะมิโน) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และครีมทาผิวหนังในรูปเครื่องสำอางเท่านั้น ส่วนรูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือด ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้มีการใช้ในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ

         ทั้งนี้ในแง่ของความปลอดภัย การเสริมกลูตาไธโอนในรูปแบบรับประทานสามารถทำได้ และไม่มีผลเสียอะไรหากใช้ในปริมาณที่แนะนำ แต่อาจเกิดการแพ้ผลิตภัณฑ์ได้ในบางราย โดยอาการแสดงได้แก่ ผื่นคัน ผื่นแดง ผื่นลมพิษ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เป็นต้น

          ส่วนผลของการใช้สารดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลานานยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจน แต่มีรายงานการขาดธาตุสังกะสี ในผู้ที่ใช้ติดต่อกันนาน และเนื่องจากการใช้สารกลูตาไธโอนมีผลให้ร่างกายสร้างเม็ดสีลดลง จึงอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของดวงตาและผิวหนังได้

   ถ้าหากหยุดใช้สารกลูตาไธโอนจะส่งผลกระทบอะไรกับร่างกายหรือไม่
 ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการหยุดใช้สารกลูตาไธโอนจะส่งผลกระทบอะไรกับร่างกาย แต่เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างกลูตาไธโอนได้เองจากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไปอยู่แล้ว การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลายตามหลักโภชนาการ จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล และสุขภาพดีได้ค่ะ 




อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนั้น สีผิวของคนเราในแต่ละคนแตกต่างกัน คนที่มีสีผิวเข้มจะมีแคปซูลของเม็ดสีเมลานินมาก คนที่มีผิวขาวจะมีแคปซูลของเมลานินน้อย การใช้สารเพื่อทำให้ผิวขาวจะมีผลเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น เมื่อสารหมดฤทธิ์ผิวก็จะกลับมามีสีเหมือนเดิมอีก ดังนั้นจึงขอฝากความห่วงใยไปยังวัยรุ่นไทย ขอให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่  ให้มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่หลงตามกระแสดังกล่าวให้เกิดผลเสียกับสุขภาพ เลือกใช้จ่ายในด้านการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะดีกว่า หากวัยรุ่นหรือประชาชนต้องการให้มีผิวพรรณดี ขอให้ดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด  กินอาหารที่มีประโยชน์  เพิ่มการกินผักและผลไม้ที่รสไม่หวานมาก ให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม เนื่องจากในผักผลไม้จะมีวิตามินซีช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส  ออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที และดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และถ้ามีความต้องการดูแลผิวให้สุขภาพดีด้วยสามารถใช้ครีมบำรุงที่ผสมสารกันแดด เพราะแสงแดดก็เป็นตัวการทำลายผิวได้







ขอบคุณข้อมูลจาก: http://blog.eduzones.com/wigi/86667

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำไมต้องกินอาหารเสริม??



ใครหลายคนอาจจะสงสัยว่า? ทำไมเราต้องกินอาหารเสริม เพราะในเมื่อเราก็กินอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ สดใหม่ และครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำก็วันล๊ะ 8 แก้ว ออกกำลังกายบ้างเป็นครั้งคราว แล้วทำไมต้องกินอาหารเสริมด้วยล่ะ!! นี่อาจเป็นความสงสัยของใครหลายๆคน...แต่ใครหลายๆคนที่คิดแบบนี้.ลืมคิดในสิ่งนี้ไปรึป่าวว่า? แม้มันจะครบ 5 หมู่ แต่มันได้สัดส่วนที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวันรึป่าว??


สัดส่วนอาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แนะนำโดยรัฐบาลอังกฤษ พบว่า ร่างกายเราต้องการอาหารในสัดส่วนต่อไปนี้ คาร์โบไฮเดรต จากอาหารจำพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล ประมาณ 3 ส่วน วิตามินและเกลือแร่ จากอาหารจำพวก ผัก และผลไม้ต่างๆ 4 ส่วน และโปรตีน จากอาหารจำพวก เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ ประมาณ 3 ส่วน
 


 
แต่สิ่งที่คนในวัยทำงาน หรือแม้แต่วัยรุ่นที่ชอบกินอาหารจานด่วนทั้งหลาย มักจะเป็นสัดส่วนแบบว่า แป้ง 7 ส่วน ผักและผลไม้ 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 2 ส่วน ฉะนั้น ถ้าหากเราไม่หรอกตัวเองว่า อาหาร 5 หมู่ ที่เรากินเข้าไปนั้น ไม่ได้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราเรย เพราะวันๆหนึ่งเรากินข้าวเยอะ เนื้อสัตว์น้อย ส่วนใยอาหารนี่ เรียกได้ว่า น้อยมากหรือแทบจ่ไม่มีด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลก เมื่อเราอายุมากขึ้นหรือตั้งแต่ 30 เป็นต้นไป สิ่งที่เรามักจะพบในผลตรวจร่างกายของเรา ก็คือ น้ำตาลเกิน คอลเรสเตอรอลและไตรกลีเซอลไรด์เกิน และค่าตับมีปัญหา
 

 
ด้วยความที่มันยากมาก สำหรับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ แล้วจะกินอาหารได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม "อาหารเสริม" จึงเข้ามามีบทบาทที่ช่วยเติมเต็ม และปรับสมดุล ให้กับอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน

ซึ่งเมื่อเรากินอาหารเสริม ร่วมกับอาหารที่กินปกติ ก็จะช่วยให้เราลดความเสี่ยง ที่จะเกิดโรคความเสื่อมต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น หากไม่กินอาหารเสริมแล้ว เราอาจจะได้มีประสบการณ์เหมือนคำกล่าวที่ว่า
 "วันนี้ดูดีจากภายนอก แต่ไม่รู้จะมีอะไรงอกจากภายใน" ก้อเป็นได้







 
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://deeyium.com/